สำหรับต้นอะโวคาโดนั้น ในประเทศไทย ไม่สามารถปลูกได้ทุกสายพันธุ์ เนื่องจากอะโวคาโดนั้นเป็นผลไม้ที่มีถิ่นกำเนิดจากต่างประเทศ ส่วนที่สามารถปลูกได้ในประเทศไทย มีการทดลองและเพาะพันธุ์ขึ้นมาใหม่เพื่อให้สามารถทนต่อสภาพอากาศและออกผลผลิตได้นั่นเอง

อะโวคาโด ผลไม้ถิ่นกำเนิดจากต่างประเทศ

อะโวคาโดมีถิ่นกำเนิดในอเมริกากลาง และหมู่เกาะเวนต์อินดีส ซึ่งเริ่มแพร่กระจายในช่วงต้นศตวรรษที่ 16 โดยชาวสเปนนำไปปลูกที่เปรู ต่อมาในศตวรรษที่ 18 ได้แพร่เข้าสู่ฮาวาย ฟลอริดา และแคลิฟอร์เนีย

ส่วนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีการปลูกอะโวคาโดที่ฟิลิปปินส์เมื่อ 200 กว่าปีที่แล้ว และราวหนึ่งศตวรรษให้หลังจึงมีการนำเข้ามาปลูกในประเทศไทย โดยมิชชันนารีชาวอเมริกัน นำไปปลูกครั้งแรกที่จังหวัดน่าน

ต้นพันธุ์อะโวคาโด ที่นิยมปลูกในประเทศไทย

ไม่ว่าจะปลูกลงในกระถางหรือลงดิน ก็สามารถทำได้ดีทั้งสองรูปแบบ การปลูกพันธุ์ไหนจะได้ผลผลิตดีที่สุด แนะนำสายพันธุ์อะโวคาโดที่นิยมปลูกกันในประเทศไทย โดยดูจากข้อมูลนี้
ต้นอะโวคาโด

  • พันธุ์ปีเตอร์สัน (Peterson) ลักษณะผลค่อนข้างกลม มีขนาดเล็กถึงขนาดกลาง น้ำหนัก 200-300 กรัม เนื้อผลสีเหลืองอมเขียว รสดีเมล็ดใหญ่อยู่ในช่องเมล็ดแน่น เป็นพันธุ์เบา เก็บเกี่ยวผลได้ในเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม พันธุ์นี้เป็นพันธุ์ที่นิยมที่สุดและมีคุณสมบัติที่ดี
  • พันธุ์บูธ 7 (Booth-7) เป็นลูกผสมระหว่างเผ่ากัวเตมาลัน และเวสต์อินเดียนผลลักษณะค่อนข้างกลม ขนาดกลาง น้ำหนัก 300-500 กรัม ผิวผลขรุขระเล็กน้อยสีเขียว เปลือกหนา เนื้อสีเหลืองอ่อน รสดี เมล็ดขนาดกลาง มีไขมัน 7-14เปอร์เซ็นต์ ช่วงเก็บเกี่ยวผลประมาณเดือนกันยายน-ตุลาคม
  • พันธุ์บูธ 8 (Booth-8) ลักษณะผลรูปไข่ ขนาดเล็กถึงกลาง น้ำหนักประมาณ 270-400 กรัม ผิวผลขรุขระเล็กน้อย สีเขียว เปลือกหนา เนื้อสีครีมอ่อนรสชาติพอใช้ มีไขมัน 6-12 เปอร์เซ็นต์ เมล็ดมีขนาดกลางถึงใหญ่อยู่ในช่องเมล็ดแน่น ฤดูเก็บเกี่ยวประมาณเดือนกันยายน-ตุลาคม
  • พันธุ์แฮสส์ (Hass) เป็นพันธุ์การค้าอันดับ 1 ของโลก เป็นพันธุ์เผ่ากัวเตมาลัน ลักษณะผลรูปไข่ ผิวผลขรุขระมาก ผิวสีเขียว เมื่อสุกอาจเป็นสีเขียวเข้มหรือม่วงเข้ม ผลมีขนาดเล็ก น้ำหนัก 200-300 กรัม เนื้อผลสีเหลือง มีไขมันประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ เมล็ดมีขนาดเล็กถึงขนาดกลาง เก็บเกี่ยวผลได้ในเดือนพฤศจิกายนแต่พันธุ์แฮสส์ มีปัญหาหากความสูงจากระดับน้ำทะเลไม่เพียงพอจะทำให้ผลผลิตไม่ค่อยดี

ผลอะโวคาโด

ผลอาโวคาโดดิบ ไม่สามารถรับประทานได้เพราะมีแทนนินอยู่มากทำให้ขม และมีความเป็นพิษ สามารถทำให้หายได้ด้วยการต้ม แต่ไม่เป็นที่นิยม เพราะการนำผลดิบมาต้มกินจะไม่อร่อยและไม่มีรสชาติที่ดี จึงนิยมรับประทานแต่ผลสุกมากกว่า สามารถรับประทานเป็นผลไม้ หรือรับประทานกับของคาวหวานได้เช่นเดียวกัน เช่น ทานไอศกรีม น้ำตาล นมข้นหวาน หรือนำไปทำเป็นสลัด หรือเค้ก

จะรู้ได้อย่างไรว่า ผลอะโวคาโดสุกหรือยัง

วิธีดูว่าผลอะโวคาโดสามารถรับประทานได้หรือไม่ หรือสุกได้ที่หรือยัง เพราะผลดิบกินไม่ได้แถมมีพิษ ผลที่กินอร่อยคือผลสุกเพราะเนื้อจะนิ่ม วิธีสังเกตง่ายๆ ก็คือ ให้ลองบีบ หรือกดลงบนผลเบาๆ หากกดแล้วนิ่มมือบุ๋มเล็กน้อยแสดงว่าสามารถรับประทานได้แล้ว แต่จะให้อร่อยก็อาจรอให้สุกอีกสักวัน หากกดแล้วรู้สึกแข็ง กดไม่ลง นั่นแสดงว่าผลอะโวคาโดลูกนั้นยังไม่สุก และนอกจากนี้ บางสายพันธุ์ยังสามารถดูจากสีของเปลือกได้ด้วย เช่น

  • เปลือกสีเขียวสด – ยังไม่สุก เนื้อแข็ง ไม่พร้อมกิน
  • เปลือกสีน้ำตาลอมเขียว – ค่อนข้างสุก เนื้อแน่นอยู่ตัวหั่นง่าย หากยังไม่กินก็นำไปแช่เย็นเก็บไว้ได้เลย
  • เปลือกสีน้ำตาลเข้มอมม่วง หรือดำ – สุกได้ที่แล้ว เนื้อนิ่ม บดง่าย

ผลอะโวคาโด

วิธีรักษาเนื้ออะโวคาโดไม่ให้เปลี่ยนสี

บางคนมีคำถามว่า จะทำอย่างไรไม่ให้เนื้ออะโวคาโดเปลี่ยนสี เพราะอาจต้องใช้เวลานานกว่าจะได้เสริฟ วิธีนั้นไม่ยาก เนื่องจากเนื้ออะโวคาโด เมื่อสัมผัสกับอากาศนานเกินไป จะเปลี่ยนเป็นสีดำ เพราะปฏิกิริยาของเอมไซน์ในผลไม้ที่มีทั่วไป ดังนั้น ทางแก้ที่จะทำให้เนื้ออะโวคาโดไม่เปลี่ยนสี แนะนำให้บีบน้ำมะนาวลงบนเนื้ออะโวคาโดเล็กน้อย

ผลอะโวคาโด

ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันให้เอนไซน์ย่อยสลายช้าลง แถมเนื้อก็ไม่มีสีดำด้วย วิธีนี้ใช้ได้ดีมาก หรืออีกวิธีหนึ่งคือ ใช้น้ำมันพืชทาบางๆ ให้ทั่วก่อนห่อด้วยด้วยพลาสติกหรือภาชนะปิด เพื่อไม่ให้อากาศทำปฏิกิริยากับเนื้ออะโวคาโดแล้วเปลี่ยนสีนั้นเอง

สำหรับใครที่อยากจะปลูกอะโวคาโดไว้ใกล้บ้านซักต้น ลองศึกษาเรื่อง ต้นอะโวคาโดที่ปลูกได้ในเมืองไทย กันดู ก่อนที่จะไปเสียเวลาหาพันธุ์ที่ปลูกแล้วไม่ได้ผล

คลังฐานข้อมูลการเกษตร

คลังฐานข้อมูล นี้ รวมข้อมูลพันธุ์พืช สัตว์ และข้อมูลเกี่ยวกับการทำเกษตรที่ควรรู้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของพันธุ์พืชชนิดต่างๆ ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต พันธุ์สัตว์ มีทั้งสัตว์ป่า สัตว์เลี้ยง และสัตว์เศรษฐกิจ รวมไปถึงข้อมูลการทำเกษตรในระบบต่างๆ เพื่อประโยชน์ในการเรียนรู้และใช้ชีวิตให้รอดในยุคปัจจุบัน

รวมข้อมูลพันธุ์พืช

พันธุ์พืช

เช่น พืชสวนพืชไร่, พันธุ์ไม้ยืนต้น, ผลไม้, ผักสวนครัว, พืชสมุนไพร, ข้าวไทย, พืชเศรษฐกิจ

รวมข้อมูลพันธุ์สัตว์

พันธุ์สัตว์

เช่น สัตว์น้ำ, สัตว์บก, สัตว์ปีก, สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ, สัตว์เลื้อยคลาน

ข้อมูลการทำเกษตร

การทำเกษตร

เนื้อหาเกี่ยวกับ แมลงศัตรูพืช, ดินและปุ๋ย, โรคพืช, โรคสัตว์ ฯลฯ