การทำเกษตรอินทรีย์ร่วมไปกับการปลูกต้นอะโวคาโด ทำได้ไม่ยาก เนื่องจากต้นกำเนิดของอะโวคาโดในประเทศไทย

แรกเริ่มเดิมทีนั้น มาจากการนำเข้าพันธุ์มาทดลองปลูกและส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ และขยายพื้นที่ปลูกอย่างจำกัดเฉพาะในพื้นที่เขตภาคเหนือ ต่อมาความสนใจในการบริโภคจากกลุ่มคนรักสุขภาพมีมากขึ้น จึงทำให้อะโวคาโดกลายเป็นผลไม้ที่มีความต้องการของตลาดสูงขึ้น ในขณะเดียวกัน พื้นที่ปลูกอะโวคาโดยังมีน้อย ทำให้ผลผลิตไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด

กระทั่งได้มีการวิจัยและทดลองปลูกได้ผลดีในเมืองไทยขึ้น ตั้งแต่นั้นมา สายพันธุ์ที่ให้ผลผลิตดีนี้ ก็ทยอยออกสู่ตลาดและเป็นต้นพันธุ์ที่ให้ผลผลิตดีในประเทศไทย จึงแนะนำให้เกษตรกรที่สนใจ ได้ทดลองปลูกกันดู

ต้นอะโวคาโดพันธุ์ที่นิยมปลูกกันในประเทศไทย

ไม่ว่าจะปลูกลงในกระถางหรือลงดิน ก็สามารถทำได้ดีทั้งสองรูปแบบ การปลูกพันธุ์ไหนจะได้ผลผลิตดีที่สุด แนะนำสายพันธุ์อะโวคาโดที่นิยมปลูกกันในประเทศไทย โดยดูได้จากข้อมูลดังนี้

  • พันธุ์ปีเตอร์สัน (Peterson) ลักษณะผลค่อนข้างกลม มีขนาดเล็กถึงขนาดกลาง น้ำหนัก 200-300 กรัม เนื้อผลสีเหลืองอมเขียว รสดีเมล็ดใหญ่อยู่ในช่องเมล็ดแน่น เป็นพันธุ์เบา เก็บเกี่ยวผลได้ในเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม พันธุ์นี้เป็นพันธุ์ที่นิยมที่สุดและมีคุณสมบัติที่ดี
  • พันธุ์บูธ 7 (Booth-7) เป็นลูกผสมระหว่างเผ่ากัวเตมาลัน และเวสต์อินเดียนผลลักษณะค่อนข้างกลม ขนาดกลาง น้ำหนัก 300-500 กรัม ผิวผลขรุขระเล็กน้อยสีเขียว เปลือกหนา เนื้อสีเหลืองอ่อน รสดี เมล็ดขนาดกลาง มีไขมัน 7-14เปอร์เซ็นต์ ช่วงเก็บเกี่ยวผลประมาณเดือนกันยายน-ตุลาคม
  • พันธุ์บูธ 8 (Booth-8) ลักษณะผลรูปไข่ ขนาดเล็กถึงกลาง น้ำหนักประมาณ 270-400 กรัม ผิวผลขรุขระเล็กน้อย สีเขียว เปลือกหนา เนื้อสีครีมอ่อนรสชาติพอใช้ มีไขมัน 6-12 เปอร์เซ็นต์ เมล็ดมีขนาดกลางถึงใหญ่อยู่ในช่องเมล็ดแน่น ฤดูเก็บเกี่ยวประมาณเดือนกันยายน-ตุลาคม
  • พันธุ์แฮสส์ (Hass) เป็นพันธุ์การค้าอันดับ 1 ของโลก เป็นพันธุ์เผ่ากัวเตมาลัน ลักษณะผลรูปไข่ ผิวผลขรุขระมาก ผิวสีเขียว เมื่อสุกอาจเป็นสีเขียวเข้มหรือม่วงเข้ม ผลมีขนาดเล็ก น้ำหนัก 200-300 กรัม เนื้อผลสีเหลือง มีไขมันประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ เมล็ดมีขนาดเล็กถึงขนาดกลาง เก็บเกี่ยวผลได้ในเดือนพฤศจิกายนแต่พันธุ์แฮสส์ มีปัญหาหากความสูงจากระดับน้ำทะเลไม่เพียงพอจะทำให้ผลผลิตไม่ค่อยดี

เรียนรู้ลักษณะต้นอะโวคาโด

อาโวคาโดนั้น เป็นไม้ยืนต้น ต้นโตเต็มที่สูงถึง 18 เมตร เปลือกต้นสีน้ำตาลอ่อน ผิวขรุขระ ใบสีเขียวสด ดอกขนาดเล็ก สีเขียวอมเหลือง ดอกออกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง มีผลกลมรีหรือทรงลูกแพร์ มีทั้งพันธุ์เปลือกหนาและเปลือกบาง เนื้อสีเขียวออกเหลือง รสมัน เนื้อละเอียด ไม่มีกลิ่น

ต้นอะโวคาโดเป็นพืชที่ปลูกง่าย พอกับการปลูกมะม่วงหรือฝรั่ง และแทบไม่ต้องมีการดูแลมากมายอะไร สามารถปลูกแซมในสวนผลไม้อื่นได้ ถ้าพันธุ์ที่ต้นเล็กจะมีทรงพุ่มเล็ก ก็จะสามารถปลูกโดยใช้ระยะปลูก 6 เมตรต่อ 1 ต้น

แต่หากเป็นพันธุ์ต้นใหญ่จะใช้ระยะปลูก 8 เมตรต่อ 1 ต้น เพื่อไม่ให้แออัดเกินไป เมื่อต้นสูงประมาณ 1 เมตร ก็ให้ปุ๋ยบ้าง 1-2 เดือนครั้ง อะโวคาโดเป็นพืชที่ต้องการน้ำสม่ำเสมอ หลังปลูกผ่านไป 3 ปี ก็สามารถให้ผลผลิตและเก็บเกี่ยวได้แล้ว และจะให้ผลผลิตมากขึ้นเมื่ออายุ 5-6 ปี ตัวอย่างสวนของคุณสำเริงที่ปากช่อง ผลผลิตต้นหนึ่งอยู่ที่ประมาณ 400-500 กก.

ต้นอะโวคาโดจะให้ผลผลิตประปรายตลอดทั้งปี แต่จะมีผลผลิตมากในช่วงเดือน พ.ค.-ก.ย. หรือในช่วงฤดูฝน

ส่วนที่ยากที่สุดในการปลูกต้นอะโวคาโด คือการเพาะเมล็ด เราจะได้ต้นอะโวคาโดหรือไม่ อยู่ในขั้นตอนนี้ และหลายคนก็ถอดใจตั้งแต่การเพาะเมล็ดแล้วไม่ได้ต้นอ่อน เพราะเมล็ดอะโวคาโดจะเติบโตเป็นต้นอ่อนได้ อุณหภูมิต้องเย็น แต่ไม่เย็นเกินไป และหากอุณหภูมิร้อนเกินไป เมล็ดก็จะเน่า รากก็ไม่ออก

มารู้จักต้นอะโวคาโดที่ปลูกได้ในเมืองไทย

สรรพคุณของต้นอะโวคาโด มีอะไรบ้าง

หากนับจากลำต้นอะโวคาโด จะเจอกับความเป็นพิษไม่น้อย เนื่องจากบางคนจะเกิดอาการแพ้ โดยแพ้ในรูปของละอองเกสร หรือสารบางชนิดจากใบและเปลือกจากลำต้น หรือหลังจากรับประทานอาโวคาโดเข้าไปจะมีอาการที่เรียกกันว่า latex-fruit syndrome อาการที่ปรากฏได้แก่ ลมพิษ ผื่นคัน ปวดท้อง อาเจียน หรืออาจจะเสียชีวิตได้ อะโวคาโดจึงไม่ใช่ผลไม้วิเศษสำหรับทุกคน

ส่วนใบ เปลือกต้น และเปลือกชั้นเอนโดคาร์บของอาโวคาโด มีความเป็นพิษต่อสัตว์หลายชนิด ทั้งแมว หมา แพะ กระต่าย หนู นก ปลา ไก่ และม้า ผลมีความเป็นพิษกับนกบางชนิด จนทำให้หน่วยงานอย่าง American Society for the Prevention of Cruelty to Animals (ASPCA) ประกาศไว้ว่า อาโวคาโดเป็นพิษต่อสัตว์

ส่วนสรรพคุณของผลอะโวคาโดที่มีประโยชน์ เช่น ช่วยในการลดน้ำหนัก มีโปรตีนสูง ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ ลดน้ำตาลในเลือด ช่วยป้องกันโรคปากนกกระจอกและลดอาการเหน็บชา เป็นอาหารบำรุงสายตา รวมไปถึงอาหารชลอแก่เพราะมีต้านสารอนุมูลอิสระอยู่จำนวนมาก ที่สำคัญคือ ช่วยป้องกันไข้หวัดเพราะมีวิตามินอยู่มาก

การปลูกต้นอะโวคาโดในกระถาง

เทคนิคส่วนใหญ่หลายท่านอาจเคยเห็น และยังมีความลับที่หลายคนยังไม่เคยรู้มาก่อนซ่อนอยู่

การเพาะเมล็ดอะโวคาโดให้งอกชัวร์และเป็นวิธีที่ดีที่สุดคือ การเพาะแบบเมล็ดพืชทั่วไป วิธีนี้ถือว่ามีอัตราการงอกสูงกว่าวิธีอื่นๆ ที่เราเคยได้ยินมา ไม่ว่าจะเป็นการใช้ไม้จิ้มฟันจิ้มแล้วเอาเมล็ดแช่น้ำ หรือการเพาะในกล่องด้วยทิชชู่เปียก บอกเลยว่าวิธีเหล่านั้น อัตราการงอกน้อยกว่าการเพาะแบบดั้งเดิม วิธีทำนั้นก็ง่ายมาก ใช้วัสดุช่วยปลูก เช่น ขุยมะพร้าว หรือดินปลูกกล้าไม้ ให้ใส่ดินปลูกหรือขุยมะพร้าวเหมือนการปลูกพืชทั่วไป รดน้ำให้ชุ่ม แล้วกดเมล็ดอะโวคาโดให้จมลงทั้งลูกเลย

การทำให้เมล็ดอะโวคาโดจมเพียงครึ่งลูก จะทำให้ส่วนที่ไม่โดนฝังดินนั้นแห้ง หากลืมรดน้ำหรือความชื้นไม่เพียงพอ เมล็ดก็จะไม่งอก วิธีที่ดีที่สุดคือกลับสู่สามัญ แล้ววางถาดเพาะไว้ในที่ร่มและรดน้ำให้ชุ่มทุกวันหรือวันเว้นวัน อย่าให้ดินแห้งเด็ดขาด ประมาณ 1 เดือนรากจะงอกและใบอ่อนจะเกิด

เทคนิคการย้ายกล้าต้นอะโวคาโดไปปลูก

เมื่อได้ต้นกล้าแล้ว ไม่ควรย้ายกล้าลงดินหรือกระถางทันที ยกเว้นถาดเพาะจะเล็กไม่เหมาะกับการเจริญเติบโตของต้นกล้า เพราะฉะนั้น การเพาะเมล็ดควรใช้กระถางใหญ่หน่อย ต้นกล้าอะโวคาโดที่มีใบจริงอย่างน้อย 2 ใบ ถึงพร้อมจะทำการย้ายลงปลูก การปลูกลงดินควรลงในบริเวณที่มีแสงรำไรก่อน หรือต้องมีไม้พี่เลี้ยงไว้คอยบังแดดฝน เพราะช่วงปีแรก ต้นอะโวคาโดจะยังไม่สามารถสู้แสงแดดจัดๆ ได้ ยกเว้น ดิน น้ำ ปุ๋ย จะสมบูรณ์

แม้ต้นโวคาโดจะชอบแดดจัด แต่ก็ไม่ชอบอากาศร้อน ถ้าปลูกหรือวางกระถางไว้กลางแดด จะต้องไม่เป็นที่ร้อนอบอ้าว เพราะใบจะไหม้ง่าย เช่นวางกระถางไว้บนพื้นปูน หรือปลูกใกล้กำแพงที่สะท้อนความร้อนมากเกินไป จะทำให้ต้นอะโวคาโดไม่โต ติดลูกยาก และ มีอาการใบไหม้เหมือนขาดสารอาหาร

หากอากาศร้อนเกินควรพรางแสงด้วยการวางกระถางไม้อื่นโดยรอบ เพื่อช่วยลดอุณหภูมิความร้อนรอบต้น หรือปลูกไม้พี่เลี้ยงเพื่อช่วยลดความร้อนก็ได้ ไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับการแย่งอาหาร เพราะต้นอะโวคาโดมีรากฝอยเป็นจำนวนมาก

หากปลูกลงดิน ในระยะเริ่มแรกควรปลูกใต้ต้นไม้อายุสั้น เช่น ปลูกอะโวคาโดใต้ต้นมะละกอ หรือปลูกแซมในสวนผลไม้อื่น หากไม่มีเลย ควรหาวัสดุมาพรางแสงไว้ก่อน และรดน้ำ 2 วันครั้ง ต้นอะโวคาโดไม่ชอบน้ำ แต่ก็ไม่ควรให้ขาดน้ำ รดน้ำไม่ให้แฉะและไม่ชื้นจนเกินไป เพื่อป้องกันรากเน่า และดินต้องระบายน้ำได้ดี (แนะนำดินร่วนปนทรายผสมขุยมะพร้าวหรือกาบมะพร้าวสับ) การแยกต้นกล้าลงดิน และการปลูกในช่วงแรก ไม่ควรให้น้ำท่วมราก รากจะเน่าตายซะก่อน ต้นอะโวคาโดหาน้ำเองเก่ง หากเพาะเมล็ดให้เกิดรากแก้วจะดูแลง่ายกว่าการปลูกด้วยกิ่งตอน

มารู้จักต้นอะโวคาโดที่ปลูกได้ในเมืองไทย

พื้นที่ปลูกต้นอะโวคาโดในประเทศไทยมีที่ไหนบ้าง

ต้นอโวคาโดจากเมืองปากช่อง “สวนคุณสำเริง กลั่นกลิ่น เกษตรกรชาว อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ที่สนใจอะโวคาโดมาตั้งแต่ 30 ปีที่แล้วและได้นำต้นมาทดลองปลูกที่สวนซึ่งก็เจริญเติบโตและให้ผลผลิตที่ดี ประกอบหลายสิบปีก่อนนั้น ทางสถานีวิจัยพืชสวนปากช่องก็ได้มีการนำพันธุ์อะโวคาโดมาทดลองปลูกเพื่อศึกษาวิจัยและส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกอย่พักหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้รับความสนใจมาก เพราะตอนนั้นตลาดอะโวคาโดยังไม่เป็นที่รู้จัก ดังนั้น คุณสำเริงซึ่งสนใจไม้ผลชนิดนี้อยู่แล้ว จึงได้ไปนำพันธุ์อะโวคาโดจากสถานีวิจัยพืชสวนปากช่องและไปหาพันธุ์จากโครงการหลวงทางภาคเหนือมาทดลองปลูกอย่างต่อเนื่อง จนทำให้มีต้นอะโวคาโดอยู่มากกว่า 500 ต้น ที่ปลูกแซมไว้ในสวนน้อยหน่าเพชรปากช่อง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นต้นอายุ 8-10 ปี และในแต่ละปีอะโวคาโด 500 ต้นทำเงินให้กับคุณสำเริงไม่น้อยเลยทีเดียว”

ภาคใต้ก็ปลูกอะโวคาโดได้ ที่ชุมพร มีต้นอะโวคาโดในสวนผลไม้แบบผสมผสาน ของคุณทองทิม สีถาการ ที่จังหวัดชุมพร สวนอะโวคาโดอยู่ในเนื้อที่กว่า 20 ไร่ เคยปลูกกาแฟมาก่อน แต่มีปัญหาดินเปรี้ยว จึงเปลี่ยนมาเป็นปลูกผลไม้แบบผสมผสาน ปาล์ม ทุเรียน มังคุด และอะโวคาโด โดยแก้ปัญหาเรื่องสภาพแวดล้อมโดยการปลูกแซมผลไม้ชนิดอื่น และให้น้ำอย่างน้อยอาทิตย์ละครั้งกรณีขาดน้ำฝน ในภาคใต้มีฝนตกชุกจึงไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องน้ำมากนัก แต่ก็ใช้เวลานานถึง 3 ปีถึงให้ผลผลิต สนใจปลูกอะโวคาโด ภาคใต้ ดูแบบอย่างที่สวน คุณทองทิม สีถาการ ที่บ้านเลขที่ 86 หมู่ 2 บ้านล่าง ตำบลเขาทะลุ อำเภอสวี จังหวัดชุมพร

มารู้จักต้นอะโวคาโดที่ปลูกได้ในเมืองไทย

ราคาซื้อขายต้นอะโวคาโด

ราคาต้นพันธุ์อะโวคาโด ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ที่นิยมกัน โดยปกติต้นแม่จะเป็นการปลูกด้วยเมล็ดโดยไม่สนใจสายพันธุ์ แล้วใช้กิ่งพันธุ๊สายพันธุ์ที่ให้ผลผลิตตามต้องการมาทำการทาบกิ่งหรือต่อกิ่งเพื่อเปลี่ยนยอดให้เป็นพันธุ์ดี ราคาขึ้นอยู่กับความสูงของต้นกล้า ปกติต้นอะโวคาโดที่มีความสูงประมาณ 40-50 ซม. ราคาขายปลีกจะอยู่ที่ต้นละ 200-250 บาท บางสายพันธุ์ต้นสูงเพียง 2 เมตรราคาอยู่ที่หลักพันบาท

การเลือกต้นอะโวคาโดมาปลูกนั้น ควรเลือกต้นที่มีความใหญ่ของลำต้นมากกว่านิ้วมือ และมีความสูงอย่างน้อย 1.5-2 เมตร หากต้นที่มีคุณสมบัติต่ำกว่านี้ไม่รับประกันว่าจะรอด

คลังฐานข้อมูลการเกษตร

คลังฐานข้อมูล นี้ รวมข้อมูลพันธุ์พืช สัตว์ และข้อมูลเกี่ยวกับการทำเกษตรที่ควรรู้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของพันธุ์พืชชนิดต่างๆ ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต พันธุ์สัตว์ มีทั้งสัตว์ป่า สัตว์เลี้ยง และสัตว์เศรษฐกิจ รวมไปถึงข้อมูลการทำเกษตรในระบบต่างๆ เพื่อประโยชน์ในการเรียนรู้และใช้ชีวิตให้รอดในยุคปัจจุบัน

รวมข้อมูลพันธุ์พืช

พันธุ์พืช

เช่น พืชสวนพืชไร่, พันธุ์ไม้ยืนต้น, ผลไม้, ผักสวนครัว, พืชสมุนไพร, ข้าวไทย, พืชเศรษฐกิจ

รวมข้อมูลพันธุ์สัตว์

พันธุ์สัตว์

เช่น สัตว์น้ำ, สัตว์บก, สัตว์ปีก, สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ, สัตว์เลื้อยคลาน

ข้อมูลการทำเกษตร

การทำเกษตร

เนื้อหาเกี่ยวกับ แมลงศัตรูพืช, ดินและปุ๋ย, โรคพืช, โรคสัตว์ ฯลฯ