พวกเราผ่านปีใหม่กันมาอย่างมีความสุข นั่งดูพลุอยู่หน้าจอทีวีกลางบ้าน จอขนาด 48 นิ้วได้ หัวเราะ เฮฮา ในวงข้าวมื้อค่ำวันนั้น ทุกคนกำลังนั่งลุ้นกับละครเรื่อง วานวาสนา ที่ในตอนกลางวันฉายแบบมาราธอนมากระทั่งตอนเย็นย่ำค่ำในเวลาประมาณ 2 ทุ่มเศษ

พักเบรคจากละครได้ไม่นาน ผู้เป็นแม่ก็อิ่มข้าวพอดี กะว่าจะลุกขึ้นไปอาบน้ำ ก็เตรียมผ้าเช็ดตัว ขันใส่สบู่ ตามประสาคนเฒ่าคนแก่ที่แม้จะมีห้องน้ำฝักบัวให้ดีแค่ไหน ก็ยังชอบที่จะตักอาบจากโอ่งน้ำเย็นๆ

พวกเราก็นั่งกินข้าวและติดตามละครกันต่อ หลานคนโตรู้สึกปวดท้องจึงออกจากวงข้าวนั่นไปนั่งเล่นหน้าห้องน้ำรอเวลายายจะออก

รอแล้ว รอเล่า

ผ่านไปเกือบ 30 นาที ซึ่งเป็นเวลาปกติที่แม่เฒ่าจะอาบน้ำอยู่นาน แต่เวลาขนาดนี้เรียกแล้วก็ยังไร้เสียงใดๆ กระทั่งหลานทนอั้นจะไม่ไหว จึงเคาะประตู พลันก็เห็นประตูไม่ได้ล๊อค มีเปิดแง้มเอาไว้ ผลักเข้าไปเบาๆ เหมือนประตูจะติดกับอะไรซักอย่าง

ออกแรงดันเล็กๆ ทันทีที่ประตูถูกดันจนเปิดให้ได้เห็นอะไรเป็นอะไรก็โหวกเหวกโวยวาย ยายอย่ามาล้อเล่นอย่างนี้

เสียงดังไปถึงห้องโถง ทุกคนเลยวิ่งมาดู พลันเจอแม่เฒ่านอนราบอยู่ ผมไม่ทันได้คิดอะไร พลักประตูรีบเข้าไปคว้าตัว แต่เร็วไม่เท่าเธอ แทรกเข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ พอรู้ตัวอีกทีแม่เฒ่าก็อยู่ในอ้อมกอดเธอแล้ว สำรวจร่างกายไม่พบบาดแผลใดๆ ไม่น่าจะล้มแต่เป็นการนอนในขณะนั่ง เธอร้องไห้เสียงดังบ่นออกมาว่าแม่อย่าเพิ่งเป็นอะไร ผมเองทำอะไรไม่ถูกได้แต่บอกลูกให้ไปบอกพี่เขย พร้อมกับหยิบกุญแจรถเตรียมไว้ เพราะตัวเองอุ้มแม่เฒ่าไม่ไหว

ซักพักแม่เฒ่าไอออกมา เหมือนจะรู้สึกตัว แต่ไม่ได้ตอบสนองอะไรมากไปกว่านั้น หายใจแรง เรา 3 คนพาแกไปโรง’บาล ด้วยความเร็วมากกว่า 120kg ใครสั่งให้เบากว่านั้นผมแทบไม่ได้ยินเสียง

ถึงหน้าห้องฉุกเฉิน ทุกคนที่เกี่ยวข้องรีบเข้ามารุม ออกซิเจน เครื่องวัดความดัน และอื่นๆ สายระโยงระยาง หมอเวรแจ้งว่าน่าจะเส้นเลือดในสมองแตก แต่ไม่มีบาดแผลที่ร่างกายใดๆ หัวก็ไม่มีแสดงว่าไม่ได้ล้ม การสันนิษฐานของผมถูก แกนั่งก่อนจะลบฟุบพิงประตูเอาไว้หลังจากเข้าห้องน้ำไปไม่นาน ประตูจึงไม่ได้ถูกล๊อคอย่างทุกครั้ง และโชคยังดีที่ทุกคนอยู่กันพร้อมหน้า

หมอแจ้งย้ายโรง’บาลไปในตัวเมือง เพราะที่นี่อุปกรณ์ไม่ครบ และต้องสแกนสมองหาสาเหตุ ผ่านไป 30 นาที ทาง รพ.จังหวัดถึงตอบรับ ส่งตัวแม่เฒ่าไปพร้อมกับพี่เขยและพี่สาว

หมอไม่ให้อยู่เฝ้า ด้วยสถานการณ์โควิด ทุกคนเลยมารอที่บ้านอย่างใจจดจ่อ

หมออนุญาตให้โทรถามอาการได้ตั้งแต่ 10.00 น จนถึง 4 โมงเย็น

แต่ละวันผ่านไปอย่างช้า ทุกอย่างดูเลื่อนลอย เราอาจต้องจัดการชีวิตและความเป็นอยู่ใหม่ หากไม่มีแม่เฒ่า พลันน้ำตาก็ไหล ไม่แปลกหรอก ทุกคนก็เป็น

วันที่ 3 มกราคม 2565 วันสุดท้ายที่ได้หยุด พวกเราควรได้ฉลอง แต่ทุกคนต้องมาคอยจัดการหลายอย่าง ตั้งแต่โทรบอกญาติ เตรียมการณ์ต่างๆ ที่อาจจะเกิด เพราะหมอบอกว่า มีโอกาสแค่ 30% ที่จะรั้งเอาไว้ ผมพยายามบอกเด็กๆ ให้รับรู้ว่าถ้าไม่มียายแล้วจะต้องทำอย่างไร เราทุกคนต้องช่วยกัน สิ่งสำคัญคือคุณแม่ ลูกๆ ต้องคอยดูแลและให้กำลังใจคุณแม่ ถ้าพูดไม่ได้ก็ให้เข้าไปกอด

กลายเป็นคนที่กำลังแย่ที่สุดคือผมเอง ไม่ใช่เธอ เพราะน้ำตาผมไหลทุกครั้งเวลามองเข้าไปในสวน ทุกๆ วันจะเห็นแม่เฒ่าแกจะง่วนอยู่ในสวน แม้อายุ 80 แล้ว แต่ยังแข็งแรง แบกเสียม ถือจอบ ถือมีด เข้าไปดายหญ้า เก็บผลไม้ ตัดแต่งกิ่งต้นไม้ ห้ามแล้วก็ไม่ฟัง หลายครั้งหลายหนจึงปล่อย แต่ก็ต้องดูอยู่ไกลๆ ตลอด

นับแต่นี้อาจไม่มีแกให้เห็นอีกแล้ว

2 มกราคม 2565

แต่ก็ยังยิ้มสู้ เพราะความคิดของผมตั้งแต่เกิดมา ไม่เคยเป็นจริงเลยสักครั้ง ความจริงที่เกิดขึ้น มักจะสลับกับความคิดตัวเองเสมอ และผมหวังว่ามันจะเป็นอย่างนั้น

วันที่ 4 มกราคม 2565

สิ่งที่ผมหวัง มันสวนทางกับสิ่งที่คิด และความคิดเรื่องเดียวตั้งแต่เกิดมาบนโลกนี้ กลับเป็นเรื่องนี้ที่เป็นจริง หลังจากไปทำงานและกลับถึงบ้าน ทุกคนรออยู่แล้ว หมอโทรมาบอกว่า 3% อะไรคือ 3% รู้ตัวอีกทีก็มาอยู่หน้าโรง’บาลจังหวัดแล้ว ปล่อยทุกคนลง ตัวเองขับรถไปหาที่จอด พอจอดรถได้ก็วิ่งหาคนอื่น แต่หาไม่เจอ ซักพักเห็นเธอวิ่งเข้ามา แล้วจูงมือวิ่งลากกันเข้าไปบนตึก หน้าห้องคนไข้รวม เธอให้ผมเข้าไป ผมยังลังเล

รีบสาวเท้าเข้าไปในห้อง มองหาเตียงที่ได้ถูกบอกเอาไว้ ภาพตรงหน้าคือ แม่เฒ่านอนแน่นิ่ง แต่หน้าอกยังคงพองเข้าพองออกเหมือนกำลังหายใจ ผมพูดไม่ออก เข้าไปจับเท้าที่เย็นเฉียบ มือที่เย็นยะเยือกพอกับแอร์ในห้อง แหงนมองหน้าปัดเครื่องมือต่างๆ มันหยุดนิ่งไปตั้งนานแล้ว แม่เฒ่าจากไปตั้งนานแล้ว ทำไมหมอถึงแกล้งผม

ได้ยินแว่วๆ ว่าแม่เฒ่าจากไปตั้งแต่ทุ่มนึงแล้ว เรามาถึงทุ่มกว่าๆ ไม่มีใครมาทัน ทุกคนได้ทราบข่าวจากหมอก็พากันสะอื้น กอดกันกลม เว้นแต่ผม ด้วยความโมโหหมอทำไมแกล้งกันอย่างนี้ พลันน้ำตาก็ไหลออกมา
.
.
กว่าจะเสร็จพิธีการก็ปาเข้าไปวันที่ 10 มกราคม 65 ลูกคนเล็กยังคงนั่งขำและวิ่งเข้ามากอด ในขณะที่ผมกำลังเอาหมวกมาใส่ปิดบังหัวเหม่งๆ เอาไว้

เราส่งวิญญาณแม่เฒ่า ให้ได้ไปอยู่กับพ่อเฒ่าที่รออยู่แล้วเมื่อ 2 ปีก่อนหน้า หวังว่าทุกคนจะได้เจอกัน และรับรู้ว่า พวกเรายังคงไม่ลืมคำที่แม่เคยบอกเคยกล่าวเอาไว้

วันนี้แม่ไม่อยู่ พวกเราจะทำอย่างที่แม่เคยทำ อยู่และสู้กันต่อไป แม้ทุกคนจะต้องเหนื่อย เศร้า และเหงาเพิ่มขึ้น

แต่ขอให้แม่เฒ่ารับรู้ได้ว่า ทุกคนอยู่กันได้ ไม่ต้องห่วง

เดือนมกราคม วันขึ้นปีใหม่ ที่ใครหลายคนสมหวังดั่งคำปรารถนา เราอยากจะมีแบบนั้นบ้าง

จะเป็นไปได้ไหมนะ โชคชะตา